น้ำท่วมรถ แต่ทำไมประกันถึงไม่ให้เคลม…ส่วนนี้?

น้ำท่วมรถ เคลมประกันได้ไหม

น้ำท่วมรถ แต่ทำไมประกันถึงไม่ให้เคลม…ส่วนนี้?

เสียงครืน ๆ แบบนี้ เป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าแล้วว่ารถของคุณเตรียมลุยฝน หรือ น้ำท่วมรถ กันแล้ว เรื่องชวนกลุ้มใจช่วงฤดูฝนและช่วงพายุเข้า คงไม่พ้นล้างรถมาใหม่เอี่ยมแล้วฝนตกและเรื่องของน้ำท่วมตามท้องถนนที่คาดเดาความลึกไม่ได้แต่เสี่ยงรถพังแบบไม่รู้ตัว หลายครั้งที่มั่นใจในฝีมือการขับขี่ขอลุยน้ำกลายเป็นว่ารถดับกลางทาง แถมเสียหายหนักกว่าเดิม

หากเป็นไปได้ ในช่วงหน้าฝนควรเช็กในเรื่องยางรถยนต์ให้มีดอกยางที่ลึกมากพอ ใบปัดน้ำฝนที่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไฟหน้าที่ช่วยในการส่องทาง และเบรกที่ต้องใช้งานมากขึ้นเมื่อต้องเจอฝน เพื่อให้การเดินทางเป็นไปได้แบบชิว ๆ สบายใจตลอดเส้นทางที่เป็นน้ำขัง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่น้ำมีระดับสูงขึ้นจนกลายเป็นน้ำท่วมก็ต้องตั้งสติให้ดี เพราะน้ำท่วมกับรถยนต์เป็นสิ่งที่ไม่ควรเจอกันมากที่สุด

 

น้ำท่วม รถพัง ประกันให้เคลมไหม?

  • บริษัทฯประกันไม่ให้ความคุ้มครอง

บริษัทฯประกันส่วนใหญ่จะไม่ให้ความคุ้มครอง ในกรณีที่ผู้ขับขี่จงใจทำให้รถเสียหายจากภัยน้ำท่วม เช่น ตั้งใจขับรถลุยน้ำ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ารถอาจได้รับความเสียหาย เป็นต้น ถ้าเป็นแบบนี้บริษัทฯประกันจะไม่คุ้มครอง

  • บริษัทฯประกันให้ความคุ้มครอง

บริษัทฯประกันจะให้ความคุ้มครองแก่รถที่ประสบภัยน้ำท่วม ในกรณีรถได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์อุบัติเหตุ เช่น ฝนตกหนักจนทำให้น้ำท่วมเข้ารถ เกิดภัยพิบัติในขณะที่ขับรถอยู่ แบบนี้บริษัทฯประกันคุ้มครอง

ระดับ น้ำท่วมรถ ที่ควรระวัง

ระดับน้ำสูงเท่านี้อย่าเพิ่งเสี่ยงดีกว่า

5-20 เซนติเมตร: ระดับนี้ไม่ส่งผลเสียต่อการเดินทาง แต่อาจส่งผลแค่อาจทำความเสียหายให้กับรถยนต์ (รถเก๋ง) บ้างจากสายน้ำที่อาจทำให้เกิดสนิมจากความชื้นของน้ำหากปล่อยไว้ไม่ดูแลทำความสะอาดดูแล

20 -40 เซนติเมตร: หากวัดกับความสูงของคนก็ประมาณหัวเข่าขึ้นไปจนถึงต้นขา ปริมาณน้ำระดับนี้เริ่มเป็นปัญหา ระดับความสูงของน้ำที่เกินครึ่งล้อแบบนี้อาจส่งผลให้ท่อไอเสียจม และน้ำอาจเริ่มซึมเข้ามาในรถสร้างความเสียหายแก่พรม แต่ยังไม่เป็นปัญหาสำหรับรถกระบะที่มีความสูงมากกว่า

40 -60 เซนติเมตร: รถกระบะทั่วไปนั้นอาจสามารถวิ่งได้อยู่ แต่ก็ต้องลุ้นพอสมควรหากต้องขับสวนกับรถในเลนตรงข้าม เพราะอาจจะจะเกิดคลื่นน้ำที่จะทำให้น้ำเกิดความสูงกว่าปกติทำให้เข้าเครื่องได้ เมื่อเจอน้ำในระดับนี้ควรปิดเครื่องปรับอากาศทันที

60 เซนติเมตรขึ้นไป: ความสูงของน้ำระดับนี้ถือว่าเป็นอันตรายต่อรถยนต์ทุกประเภท เพราะน้ำอาจมีสิทธิไหลเข้ากรองอากาศได้ง่ายกว่า เพราะถ้าน้ำไหลเข้ากรองอากาศแล้ว สามารถทำให้เครื่องยนต์หยุดชะงักและสร้างความเสียหายต่อระบบต่าง ๆ ได้

 

ข้อควรปฎิบัติ เมื่อเจอน้ำท่วม

  • หากเจอเส้นทางน้ำท่วม ห้ามขับรถลุยน้ำเด็ดขาด ให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นแทน
  • หากมีความจำเป็นต้องขับลุยน้ำจริง ๆ ควรปิดแอร์ และขับช้าๆ ใช้เกียร์ต่ำ
  • หากเครื่องดับกลางน้ำ อย่าพยายามสตาร์ทเครื่อง เพราะจะทำให้น้ำเข้าห้องเครื่องมากยิ่งขึ้น ควรโทรหาบริษัทฯประกันเพื่อรอความช่วยเหลือ และประเมิณความเสียหายจะดีที่สุด
  • หากน้ำเข้าไปในตัวรถ ควรเปิดประตูรถทั้งหมด หรือนำไปจอดตากแดดเพื่อไล่ความอับชื้น โดยถอดเบาะทั้งหมดออก และนำพรมปูพื้นมาซักทำความสะอาด
  • ในส่วนของผ้าเบรกนั้น เมื่อพ้นสภาพการลุยน้ำแล้ว ควรเดินหน้าถอยหลังแล้วเบรกแรง ๆ หลาย ๆ เที่ยว เป็นการรีดน้ำออกจากผ้าเบรก เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานกลับมาดีเหมือนเดิม

      ถึงแม้ว่าสถานการณ์ลุยน้ำท่วมอาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อย แต่หากบังเอิญเจอหรือตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมสูงก็คงจะหัวเราะไม่ออก และจะดีกว่าหากทำประกันภัยรถยนต์เพื่อความอุ่นใจ ถึงแม้ว่าน้ำจะท่วมสูงแค่ไหนก็หมดห่วง เพราะมีประกันรถยนต์ช่วยคุ้มครอง

สอบถามข้อมูลหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อไดเร็คเอเชีย ติดต่อที่ 02-767-7777 หรือติดต่อได้ที่ www.directasia.co.th  หรือ ดูข้อมูลประกันรถยนต์ประเภทอื่นๆ เช่น ประกันรถยนต์ 12+ ,3+,2 , และ 3🙂


การันตีราคาดี ผ่อนสบาย 0% 10 เดือน


ไม่มีเวลาเช็คเบี้ย? ปรึกษากับเราโดยตรงที่นี่