ประกันภัยชั้น 1 2 3 ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหนดี?

by | พ.ค. 31, 2024 | ประกันรถยนต์ | 0 comments

สำหรับใครหลาย ๆ คนที่กำลังไม่แน่ใจว่าประกันรถยนต์ชั้น 1 2 3 ต่างกันอย่างไร ควรซื้อประกันรถยนต์แบบไหนดี วันนี้ ไดเร็ค เอเชีย จะพาทุกท่านมาดูความแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละชั้น เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าประกันรถยนต์แบบไหนเหมาะสมคุณมากที่สุด

ความแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละชั้น

ก่อนตัดสินใจเลือกประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับเรา ควรทำความเข้าใจก่อนว่าประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 2 3 ต่างกันอย่างไร ประกันรถยนต์แต่ละชั้นให้ความคุ้มครองในเรื่องอะไรบ้าง และมีจุดเด่นจุดด้อย แตกต่างกันอย่างไร

1. ประกันรถยนต์ชั้น 1

ประกันที่มีความคุ้มครองครอบคลุมมากกว่าประกันประเภทอื่น โดยมีรายละเอียดความคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองการชนของรถที่เอาประกัน,อุปกรณ์ตกแต่ง รวมถึงทรัพย์สินและชีวิตของคู่กรณี
  • คุ้มครองการชนของรถที่เอาประกันแม้ไม่มีคู่กรณี
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหายและไฟไหม้
  • คุ้มครองกรณีเกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลมพายุ
  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย ไม่ว่าจะเป็น สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิต
  • คุ้มครองค่าประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อดี: การคุ้มครองค่อนข้างครอบคลุม เหมาะสำหรับรถใหม่ป้ายแดง หรือผู้ที่ยังขับรถไม่ค่อยมีประสบการณ์ขับขี่ และผู้ที่ต้องขับรถทางไกลบ่อย ๆ ซึ่งมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติ การเลือกซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 จะเหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด

ข้อเสีย: แม้จะมีความคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด แต่ก็มีบางกรณีที่ประกันชั้น 1 ไม่คุ้มครอง เช่น อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ การใช้รถยนต์เพื่อบรรทุกหรือขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย การเกิดอุบัติเหตุโดยที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือมีการปรับแต่งตัวรถ เครื่องยนต์ หรืออื่น ๆ

2. ประกันรถยนต์ชั้น 2+

เป็นประกันที่รองรับรถยนต์ที่มีอายุเกินเกณฑ์ของการทำประกันรถยนต์ชั้น 1 แต่ยังต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมพอ ๆ กับประกันรถยนต์ชั้น 1  ซึ่งประกันรถยนต์ชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองทั้งในกรณีเกิดอุบัติเหตุรถชนรถ  รถหาย ไฟไหม้ และสามารถซ่อมได้ทั้งรถของผู้เอาประกันและรถของคู่กรณีเทียบเท่ากับประกันรถยนต์ชั้น 1 โดยมีรายละเอียดความคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองความเสียหายของรถที่ทำประกัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุการชนกับยานพาหนะทางบก
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
  • คุ้มครองกรณี สูญหาย,ไฟไหม้ และจากภัยธรรมชาติ
  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ไม่ว่าจะเป็น เสียชีวิต สูญเสียมือ เท้า และสายตาอย่างถาวร ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองค่าประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อดี: ประหยัดค่าเบี้ยได้มากกว่าประกันชั้น 1 เหมาะสำหรับรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานและรถที่มีอายุเกินเกณฑ์ของการทำประกันรถยนต์ชั้น 1

ข้อเสีย: หากถูกชนแล้วหนีจะไม่สามารถเคลมได้ เท่ากับว่า หากเป็นอุบัติเหตุรถชนกับรถต้องมีคู่กรณีเท่านั้นจึงจะสามารถเคลมได้

3. ประกันรถยนต์ชั้น 3+

เหมาะกับรถยนต์ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน มีเบี้ยประกันไม่แพง สามารถให้การคุ้มครองในกรณีของอุบัติเหตุ ทั้งรถของผู้เอาประกันและรถของคู่กรณี โดยมีรายละเอียดความคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองความเสียหายของรถที่ทำประกัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุการชนกับยานพาหนะทางบก
  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินของคู่กรณี
  • คุ้มครองเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงในกรณีเสียชีวิต สูญเสียมือ เท้า สายตาอย่างถาวร ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ก็ให้ความรับผิดชอบ
  • คุ้มครองค่าประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อดี: ความคุ้มครองคล้ายกับประกันรถยนต์ชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองในกรณีอุบัติเหตุจากรถชนรถเท่านั้น และยังจ่ายค่าเบี้ยที่ถูกกว่า

ข้อเสีย: ไม่คุ้มครองในกรณีที่รถหายหรือไฟไหม้ จึงเหมาะกับผู้ที่ใช้งานน้อย

4. ประกันรถยนต์ชั้น 2

ประกันรถยนต์ โดยมีรายละเอียดความคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองรถที่ทำประกัน ในกรณีที่รถหายหรือเกิดไฟไหม้เท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย และ ทรัพย์สิน ของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงความเสียหายกรณีเสียชีวิต สูญเสียมือและเท้าสายตาอย่างถาวร
  • คุ้มครองค่าประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อดี: ประกันรถยนต์ชั้น 2 ราคาถูกกว่าประกันชั้น 1 คุ้มครองทั้งกรณีรถหาย ไฟไหม้ และให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ขับขี่และบุคคลภายนอก

ข้อเสีย: ให้ความคุ้มครองรถเขา แต่ไม่คุ้มครองรถเรา หากเกิดอุบัติเหตุรถชน จะซ่อมให้เฉพาะรถของคู่กรณีเท่านั้น ส่วนรถของเราจะต้องทำการซ่อมเอง และไม่คุ้มครองกรณีเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี

5. ประกันรถยนต์ชั้น 3

ประกันที่ราคาค่อนข้างถูกที่สุดเมื่อเทียบกับประกันประเภทอื่น ๆ เนื่องจากให้คุ้มครองที่น้อยกว่า โดยมีรายละเอียดความคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย และ ทรัพย์สิน ของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงความเสียหายกรณีเสียชีวิต สูญเสียมือและเท้าสายตาอย่างถาวร
  • คุ้มครองค่าประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อดี: ประกันรถยนต์ชั้น 3 ค่าเบี้ยประกันถูกกว่าประกันประเภทอื่น ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีรถแต่ไม่ค่อยใช้ หรือรถมีอายุการใช้งานนานมากแล้ว

ข้อเสีย: คุ้มครองในกรณีที่มีคู่กรณีเท่านั้น และไม่คุ้มครองในกรณีรถหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม

เลือกประกันรถยนต์อย่างไรให้ตอบโจทย์การขับขี่ของตัวเอง

เลือกประกันรถยนต์ชั้นไหน จึงจะเหมาะกับเราที่สุด?

การทำประกันรถยนต์แน่นอนว่าต้องเลือกประกันแบบที่ให้ความคุ้มครองตอบโจทย์คุณมากที่สุด ทั้งนี้ควรเลือกตามอายุของรถ และไลฟ์สไตล์การขับขี่ เช่น

ประกันชั้น 1

เหมาะสำหรับรถใหม่ป้ายแดง หรือต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมสูงสุด อีกทั้งยังเหมาะสำหรับไม่ค่อยมีประสบการณ์ขับขี่ ขับรถเร็ว ใช้รถในการเดินทางไกลบ่อย ๆ

ประกันชั้น 2+

เหมาะสำหรับรถที่ความคุ้มครองใกล้เคียงและจ่ายเบี้ยน้อยกว่า ประกันชั้น1

ประกันชั้น 3+

เหมาะสำหรับรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานเช่นเดียวกัน และต้องการประหยัดเบี้ยมากขึ้น

ประกันชั้น 2

เหมาะสำหรับรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ผู้ที่ขับรถมีความชำนาญและมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุน้อยและยังได้รับความคุ้มครอง การสูญหาย ไฟไหม้

ประกันชั้น 3

เหมาะสำหรับรถที่มีอายุการใช้งานนานเกิน 15 ปี มีความชำนาญในการขับขี่ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุน้อย

วิธีเลือกประกันรถยนต์ให้ตอบโจทย์มากที่สุด

  • ประเมินอายุรถยนต์ ว่ามีอายุเท่าไหร่ หากเป็นรถที่ออกใหม่อยากให้ได้รับความคุ้มครองที่ดีที่สุดก็แนะนำเป็นประกันรถยนต์ชั้น 1 หากเป็นรถที่ผ่านการใช้งานมาพอสมควรก็ควรพิจารณาประกันชั้นอื่น ๆ ลดหลั่นลงไป
  • สังเกตพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเอง หากเป็นคนที่มีความชำนาญในการขับขี่ ไม่ค่อยมีโอกาสในการใช้งานรถมากนัก ก็อาจจะเลือกเป็นประกันชั้น 2 หรือ 3 ก็ได้ แต่ถ้าหากไม่ค่อยชำนาญ ขับเร็ว ขับรถบ่อย เดินทางไกลเป็นประจำ ก็ควรเลือกเป็นประกันชั้น 1, 2+ หรือ 3+ จะตอบโจทย์มากกว่า
  • พิจารณาค่าเสียหายส่วนแรก การเลือกจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกจะช่วยลดค่าเบี้ยประกันรายเดือนให้ถูกลง แต่ถ้าคุณต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกันและรู้สึกว่าไม่น่าจะเสี่ยงเจอภัยธรรมชาติ, การสูญหาย, หรือไฟไหม้ การเลือกซื้อประกันรถยนต์ชั้น 3+ จะเหมาะมากกว่า

ทั้งหมดนี้ คือ ข้อมูลของประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภท บอกได้เลยว่าประกันแต่ละประเภทมีการคุ้มครองที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่แตกต่างกัน ซึ่งการพิจารณาก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้รถยนต์ และเหมาะกับอายุการใช้งานรถยนต์ของตนเอง

สำหรับใครที่ได้คำตอบประกันภัยรถยนต์แบบที่ต้องการแล้ว สามารถเลือกดูข้อมูลของประกันภัยรถยนต์ของ DirectAsia ได้เลย ต้องบอกว่านอกจากประกันภัยชั้น 1, 2+, 3+, 2 และ 3 ตามที่ได้กล่าวในบทความนี้แล้ว DirectAsia ยังมีประกันภัยประเภทอื่น ๆ ที่รองรับความต้องการของคุณ เช่น ประกันชั้น 1 เซฟ และประกันรถไฟฟ้า บอกเลยว่ามีแต่คุ้มกับคุ้มอย่างแน่นอน สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปเช็กราคาเบี้ยประกันรถยนต์ ได้ที่ https://www.directasia.co.th/online-insurance/

ประกันรถยนต์ประกันภัยชั้น 1 2 3 ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหนดี?