วิธีดูแล แอร์รถยนต์ ช่วงหน้าร้อน

วิธีดูแล แอร์รถยนต์ ช่วงหน้าร้อน

วิธีดูแล แอร์รถยนต์ ช่วงหน้าร้อน

สภาพอากาศร้อนแบบนี้ พอขึ้นรถปุ๊ป! ตัวช่วยที่ดีคือการเปิดแอร์ปรับอุณหภูมิในรถให้แอร์เย็นฉ่ำ ซึ่งเราเย็นสบายตัวก็จริง แต่รู้ไหม? แอร์รถยนต์ ของคุณกำลังทำงานหนักอยู่นะคะ ฉะนั้น มา ดูแลรักษาแอร์รถในหน้าร้อน เพื่อยืดอายุการทำงานให้ยืนยาว และคงทนกันดีกว่าค่ะ

  • เช็คสายพานคอมเพรสเซอร์ แอร์รถยนต์ ว่ายังอยู่ในสภาพดี ไม่แตก พร้อมที่จะใช้งาน แต่ถ้าสายพานไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้งานก็ควรเปลี่ยนนะคะ
  • ดูว่า แผงกรองแอร์ ยังทำงานได้ดีไม่มีปัญหา เวลาที่เปิดแอร์ขึ้นมาแล้วมีแค่ลมอ่อนๆ ออกมา แถมแอร์ไม่เย็นเหมือนปกติ สาเหตุอาจมาจาก แผงกรองแอร์ เมื่อใช้งานไปนานๆ จะมีฝุ่นละอองมาเกาะอยู่ทำให้อุดตัน ตามปกติแล้วการเปลี่ยนกรองแอร์จะมีบอกไว้ในคู่มือรถว่า ควรเปลี่ยนเมื่อถึงระยะทางที่กำหนด
  • เช็คน้ำยาแอร์ ถ้ารถคุณ เมื่อเปิดแอร์แล้วเจอความเย็นแบบแห้งๆ ลองตรวจสอบระดับน้ำยาแอร์ โดยดูได้ที่แผงกรองแอร์ที่อยู่ในบริเวณแผงระบายความร้อนทางด้านหน้ารถ หรือบางคนเรียกว่า Dryer ซึ่งจะมีช่องตรวจสอบน้ำยา โดยมองผ่านกระจกใสว่ามีฟองอากาศไหม ถ้ามีก็แสดงว่าน้ำยาแอร์เริ่มน้อย แต่ถ้าน้ำยาแอร์ยังเหลืออยู่มากกระจกจะค่อนข้างใส ซึ่งโดยปกติแล้วควรเติมน้ำยาแอร์เป็นประจำทุกๆ 2 ปี
  • ก่อนเปิดแอร์รถให้ไล่ความร้อนออกจากรถก่อนสักหน่อย ด้วยการเปิดหน้าต่าง พร้อมปรับพัดลมแอร์สูงสุดเพื่อช่วยดันความร้อนให้ออกไปเร็วๆ หรือจะเปิด-ปิดประตูรถเพื่อระบายความร้อนก็ได้ วิธีที่กล่าวมานี้ช่วยให้คอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องทำงานหนัก และช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย
  • ล้างแอร์ ก่อนล้างควรตรวจเช็คน้ำยาแอร์ และรอยรั่วตามท่อของระบบให้เรียบร้อยก่อน ถึงค่อยลงมือล้างแอร์ ปัจจุบันนี้มีวิธีการล้างหลายรูปแบบ ทั้งถอดตู้แอร์และไม่ถอดตู้ ค่าใช้จ่ายในการล้างตู้แอร์ครั้งหนึ่งประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป การล้างแอร์จะช่วยให้ลมแอร์เย็นดีขึ้น กลิ่นอับชื้นก็จะหายไปด้วย
  • การไปล้างรถ ก็สามารถช่วยดูแลรักษาแอร์ในช่วงหน้าร้อนได้เหมือนกัน คือ ให้ไปร้านล้างอัดฉีดด้วยน้ำพ่นแรงๆ ไปที่แผงระบายความร้อนด้านหน้ารถ เพื่อล้างเอาเศษฝุ่น และเศษขยะ ออกไปให้หมด ซึ่งจะช่วยการระบายความร้อนของน้ำยาดีขึ้น และแอร์เย็นเร็วขึ้นด้วย
  • ปรับเลือกอุณหภูมิ คือ ให้เย็นเท่าที่รู้สึกสบาย หรือเย็นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เย็นมากไปก็ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็น ถ้าคุณมีรถเก่าหน่อย เลือกตำแหน่งความเย็นที่ชอบเอาไว้เป็นประจำ ยกเว้นเมื่ออากาศภายนอกเย็นลง เช่น ฝนตก อาจลดความเย็นลงมาให้เหมาะอีกที ส่วนรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบผสมอากาศอัตโนมัติอยู่แล้วไม่ต้องปรับอะไร