รถสีซีดแก่ตามอายุ มีวิธีรักษาสีรถให้เงางามตลอดเวลา


รถใคร ใครก็รัก! และอยากให้รถดูสวยงามและใหม่อยู่เสมอ อีกความไม่สบายใจของคนรักรถก็คือ สีรถซีดก่อนกำหนด หรือซีดตามอายุการใช้งาน ลองมาดูวิธี เช็ด ล้าง เคลือบสี ทำความสะอาด ที่ถูกวิธี และข้อแนะนำเพิ่มเติม ที่จะช่วยให้รถคันโปรดของคุณ มีสีสดใส และไม่ซีดก่อนวัยอันควร

  1. ล้างรถกันเถอะ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง วิธีล้างรถที่ถูกต้อง เริ่มด้วยใช้น้ำฉีดล้างสิ่งสกปรกทั่วทั้งคันก่อน แล้วใช้ผ้าหรือฟองน้ำนุ่มๆ ใส่แชมพูสำหรับล้างรถมาเช็ดๆ ถูๆ เพื่อเอาคราบต่างๆ ออก โดยเริ่มเช็ดล้างจากด้านบนหลังคารถ ลงมาด้านล่าง แล้วใช้น้ำเปล่าล้างแชมพูออกให้หมดทั้งรถ หรือถ้าจะให้ง่ายไปร้านล้างรถที่วางใจได้ค่ะ
  2. เลือกผ้าที่เหมาะกับการเช็ดรถ ได้แก่ ผ้าไมโครไฟเบอร์ ซึ่งเป็นผ้าชนิดพิเศษที่ทอด้วยเส้นใยจำนวนกว่า 1,000 เส้นต่อ 1 ตร.ซม. สามารถดูดซับฝุ่นละออง เศษสิ่งสกปรก รวมถึงคราบน้ำมันได้ดี สามารถทำความสะอาดได้หมดจดกว่าผ้าชนิดอื่นๆ และ ผ้าชามัวร์ มีให้เลือกใช้ 2 ชนิด คือ หนังชาร์มัวร์แท้ และ หนังชาร์มัวร์วิทยาศาสตร์ ทั้ง 2 ชนิดช่วยซับน้ำดี และไม่ทิ้งรอยขีดข่วนที่พื้นผิวรถ
  3. หลังจากฉีดน้ำล้างรถแล้ว ควรตรวจดูให้ทั่วอย่าให้มีหยดน้ำหลงเหลืออยู่บนตัวรถ เพราะเวลาแห้งจะมีรอยคราบขาวๆ ทิ้งไว้ ถ้าใช้น้ำยาเคลือบสีในการเช็ด ควรเช็ดวนเป็นรูปก้นหอยให้ทั่วผิวรถนะคะ
  4. คราบต่างๆ เช่น คราบน้ำมันเบนซิน, น้ำมันเครื่อง, จาระบี หรือน้ำมันเบรก ไม่เว้นแม้แต่ มูลนก และแมลง ให้ล้างออกทันที โดยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด, น้ำผสมสบู่อ่อนๆ หรือ แชมพูสำหรับล้างรถ เช็ดออกก็ได้ค่ะ
  5. ไม่ควรใช้ ไม้ปัดขนไก่ หรือ แปรงปัดฝุ่น ทุกชนิดมาปัดฝุ่นทำความสะอาดรถ เพราะเวลาปัด แปรงจะลากเอาฝุ่นที่เกาะอยู่กับแปรงถูไปตามสีรถ ซึ่งทำให้เกิดริ้วรอยได้ ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะมีคุณสมบัติช่วยดูดซับฝุ่นละอองได้ดี
  6. ไม่จอดรถไว้ใกล้โรงงานสารเคมีที่มีสารประกอบประเภทซัลเฟอร์-ไดออกไซด์ หรือเรียกกันว่า “ฝนกรด” เพราะฝุ่นละอองที่ลอยเจือปนมา จะเกาะผิวรถทำให้สีรถเป็นรอยจุดด่างๆ ได้นะคะ หรือถ้าจำเป็นต้องจอด ควรหาผ้าคลุมมาช่วยป้องกันไว้ค่ะ
  7. แสงแดดคือศัตรูตัวร้าย ไม่ควรจอดรถทิ้งไว้กลางแดดนานๆ เพราะความร้อนจากแสงแดด เป็นตัวการทำให้สีรถแตกเป็นรอยได้ค่ะ ควรหาที่จอดในร่มหรือที่ที่มีหลังคากันแดด
  8. ควรขัดและเคลือบสีรถ อาจจะเดือนละ 2-3 ครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้รถของคุณเองด้วย ว่าขับไปลุยฝุ่น ขึ้นเขา ลงห้วย หรือใช้ขับแค่ในเมืองถนนราบเรียบปกติ การขัดสีก็เพื่อเอารอยขูดขีด หรือรอยเปื้อนออกไป ส่วนการเคลือบ WAX เพื่อให้ผิวรถมีความเงางามยิ่งขึ้น ยืดอายุสีรถให้สดใส สำหรับค่าใช้จ่ายในการเคลือบ WAX 1 ครั้ง ประมาณหลักร้อยถึงหลักพัน แต่ต้องทำบ่อยๆ นะคะ เพราะการ WAX เป็นการดูแลรักษาสภาพสีของรถได้ในระยะสั้นๆแค่ 1 สัปดาห์ ถึง 1 เดือนเท่านั้น แต่ถ้ามีงบเยอะ เราขอแนะนำให้เคลือบแก้ว (Glass Coating) ราคาจะอยู่ที่หลักพันถึงหลักแสน แล้วแต่คุณภาพว่าจะเคลือบแบบไหน ซึ่งมีให้เลือกระดับความหนาของชั้นเคลือบที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่ระดับ 1-9 H ส่วนมากการเคลือบแก้วพัฒนามาจากสาร Silica ทำให้ไม่ต้องเคลือบบ่อยๆ ช่วยเป็นเกราะป้องกันแสงแดด ทนต่อรอยขีดข่วน ฝุ่นและน้ำเกาะตัวที่รถน้อยลง ช่วยให้รถมีสีสดเงางาม ได้ยาวนานประมาณ 10 ปี ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มสำหรับคนรักรถนะคะ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นเคลือบแก้ว และก็สูตรน้ำยาของแต่ละยี่ห้อด้วย)
  9. ผ้าคลุม ไม่ว่าจะราคาถูกหรือแพง ไม่ควรคลุมตอนรถจอดกลางแจ้ง เพราะไอร้อนที่เกิดใต้ผ้าคลุมนั้น อาจทำให้ผ้าหรือสารเคมีละลายติดกับสีรถได้ ผ้าคลุมควรใช้เฉพาะเวลาจอดรถในที่ร่มจะดีกว่า หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรเลือกซื้อผ้าคลุมที่มีความระบายความร้อนและความชื้นได้ดีด้วย ซึ่งมีผ้าหลายชนิด ดังนี้
    • ผ้าเซนโซล่อน มีคุณสมบัติที่หนา เหนียวมาก และน้ำหนักเบา ผ้าเซนโซล่อน พัฒนามาจาก ผ้าซุปเปอร์ซิลเวอร์โคด ทำให้สามารถกันน้ำได้100% มีความทนทานต่อแสงแดดที่ร้อนจัด
    • ผ้าซุปเปอร์ไฮโซล่อนสีเทา เป็นผ้าเคลือบไวนิล 2 ชั้น และสาร UV GAUTD 1 ชั้น ช่วยกันน้ำ100% กันฝุ่น กันแดด ยางไม้ มูลนก และรังสี UV ส่วนด้านในใช้วัสดุที่มีความหนานุ่มมาก ไม่ทำให้รถเป็นรอยขีดข่วน และยังช่วยให้ผ้าไม่ติดสีรถด้วยค่ะ
    • ผ้าซุปเปอร์ไฮโซล่อนสีเหลือง มีคุณสมบัติสะท้อนรังสี UV ได้มากกว่าสีเทา กันน้ำ100% กันฝุ่น กันแดด ยางไม้ มูลนก ได้เหมือนเดิม ผ้าชนิดนี้เป็นผ้าที่หนาป้องกันไม่ให้เกิดรอยข่วน และ ทนทานต่อแสงแดดจึงเหมาะสมกับรถที่ต้องโดนแดดเป็นเวลานาน
    • ผ้าซุปเปอร์ซิลเวอร์โคด มีน้ำหนักเบา คลุมง่าย ผลิตด้วยการทอจากใยซิลเวอร์จำนวน นับล้านเส้นต่อ 1 ครั้ง แล้วจึงนำผ้าที่ทอเรียบร้อยแล้วมาประกบเข้าไปด้วยกันหลายชั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันรถ และยังผ่านการเคลือบด้วยสาร UV GAUTD 2 รอบ ซึ่งช่วยป้องกันฝุ่น แดด ยางไม้ มูลนก และกันน้ำได้ 70%-80%