ขั้นตอน ทดสอบรถยนต์ และตรวจสภาพรถยนต์ก่อนออกทริป หรือเดินทางไกล

ขั้นตอน ทดสอบรถยนต์ และตรวจสภาพรถยนต์ ก่อนออกทริป หรือเดินทางไกล

แม้ในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์คุณจะขับรถยนต์เป็นประจำและไม่เคยพบปัญหาใดๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์เลย แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางระยะไกลๆ ตั้งแต่ 150 กิโลเมตรขึ้นไป DirectAsia ขอแนะนำว่า ควรมีการตรวจสภาพรถยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีก่อนออกเดินทาง ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรแวะไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่อู่ประจำของคุณ

แต่หากต้องการทำด้วยตัวเองบ้างล่ะก้อ… วันนี้เรามี 8 ขั้นตอนตรวจสภาพรถยนต์ด้วยตนเองมาฝากค่ะ
1.ช่วงล่างและล้อรถ

ตรวจสถาพคันส่งคันชักพวงมาลัย และตรวจน็อตล้อทั้ง 4 ล้อ ว่าขันแน่น  ตรวจดูดอกยางรถทั้ง 4 ล้อ หากใกล้จะไม่มีดอกเหลือแล้ว ควรเปลี่ยน  และเตรียมยางอะไหล่ด้วยาง วัดลมยางทั้ง 4 ล้อ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามขนาดของรถและน้ำหนักที่บรรทุก  นอกจากนี้อาจพก ที่วัดลมยางไปด้วย ใช้วัดเมื่อเติมลมแล้ว ยางแนบสัมผัสกับพื้น ประมาณ 6 นิ้ว

2.ระบบเบรก

ลอง ทดสอบรถยนต์ โดยเหยียบเบรกว่ายังใช้การได้ดีหรือไม่ ผ้าเบรกใกล้จะหมดหรือยัง น้ำมันเบรกมีเพียงพอหรือไม่ และควรตรวจเบรกมือใช้การได้ดีหรือไม่ด้วย

3.ระบบเครื่องยนต์

เมื่อสตาร์ทรถยนต์ ให้ฟังเสียงเครื่องยนต์ว่าเดินเรียบสม่ำเสมอหรือไม่ (ประมาณ 800 – 1,000 รอบ) หากสายพานเครื่องยนต์ชำรุด หรือ หย่อนจนชาร์จแล้วไฟไม่เข้าหรือเครื่องเดินไม่เรียบ อาจต้องเปลี่ยน หัวเทียนและทองขาว

ถ้าเครื่องเดินปกติ เมื่อเร่งเครื่องไปจะชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ ถ้าไฟไม่ชาร์จวิ่งไปเรื่อยๆ ไฟจะหมดหม้อแบตเตอรี่ เครื่องยนต์จะดับหรือสตาร์ทไม่ติด อาจส่งผลให้ไฟหน้าไม่สว่าง แตรไม่ดัง ไฟชาร์จ จุดสังเกตว่าชาร์ตไฟติดหรือไม่ ให้ดูที่หน้าปัดรถจะมีเข็มหรือไฟแดงที่หน้าปัดออก ไฟชาร์จจะแสดงขึ้น

4.ระบบไฟหน้าและสัญญาณไฟรอบตัวรถยนต์

ตรวจดวงไปหน้าทั้ง 2 ดวง รวมถึงไฟท้าย,ไฟเบรก,ไฟเลี้ยว,ไฟฉุกเฉินทุกดวง ต้องสว่างเพียงพอ และใช้การได้ดีทุกดวงปรับไฟสูง-ไฟต่ำ ให้ได้ขนาด

ถ้าหลอดขาดหรือฟิวส์ขาดให้เปลี่ยน  หากฝนตกขณะ เดินทาง น้ำโคลนกระเด็นเปื้อนดวงโคม ต้องหยุดรถเช็ดให้สะอาด มิฉะนั้น คราบน้ำโคลนจะบังแสงทำให้แสงสว่างไม่เพียงพอ

5.ระดับน้ำกลั่น น้ำในหม้อน้ำ และน้ำล้างกระจก

ระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ น้ำกลั่นต้องไม่ต่ำกว่าขีดล่าง และ ไม่สูงกว่าขีดบนของขีดบอกระดับน้ำกลั่นซึ่งติดอยู่กับหม้อแบตเตอรี่ และหม้อแบตเตอรี่ต้องมีสภาพดีเก็บไฟอยู่

ส่วนน้ำในหม้อน้ำ (รังผึ้ง)ถ้าหม้อน้ำแห้งหรือทางเดินของน้ำหมุนเวียน อุดตัน  เครื่องยนต์จะร้อน โดยดูจากหน้าปัดวัดความร้อน อาจทำให้ เสื้อสูบแตกหรือชาร์จละลาย สุดท้ายให้ตรวจน้ำล้างกระจก ท่อฉีดน้ำกระจกว่าต้องไม่อุดตัน ที่ปัดน้ำฝนและใช้การได้ดี

6.น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย

ตามปรกติ คุณควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองน้ำมันเครื่องทุก 5,000 -10,000 กม. โดยดูตามสมุดคู่มือประจำรถ นอกจากนี้ควรตรวจและเติมน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายไปพร้อมๆ กันด้วย

7.น้ำมันเชื้อเพลิง

ตรวจสอบว่ามีเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ไส้หม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องสะอาด ถ้าสกปรกต้องเปลี่ยน (ปกติจะเปลี่ยนทุก 10,000 – 20,000 กม. โดยดูจากสมุดคู่มือประจำรถ) การเติมน้ำมัน เชื้อเพลิงต้องเติมให้ตรงกับชนิดของรถ เช่น น้ำมันเบนซินธรรมดา ซุบเปอร์ ดีเซล เป็นต้น

8.ระบบอุปกรณ์ย่อยอื่นๆ

สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ควรตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้าย มีดังนี้ ระบบแตร ระบบแอร์ ตรวจเสียงที่ผิดปกติธรรมดาที่เคยมี นำรถไปอัดฉีดจาระบีที่ล้อ

หลังจากตรวจสภาพรถยนต์และระบบเครื่องยนต์ต่างๆ ทั้ง 8 ขั้นตอนจนครบแล้ว เพื่อความมั่นใจในการเดินทาง ควรทดสอบรถยนต์อีกครั้งโดยขับรถยนต์อย่างต่อเนื่องราว 5-10 กิโลเมตรเพื่อสังเกตการทำงานของเครื่องยนต์และระบบต่างๆ หากพบความผิดปรกติใดๆ จะได้รีบนำรถยนต์ไปตรวจสอบก่อนเดินทางได้ทันท่วงที

แม้ว่าขั้นตอนการตรวจสภาพรถยนต์เหล่านี้อาจทำให้คุณเสียเวลาไปบ้าง แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนเพราะจะทำให้คุณวางใจในความปลอดภัยระหว่างเดินทางได้มากขึ้นอีกเยอะ คราวนี้จะขับรถไปเที่ยวที่ไหนก็สบายใจได้เลย นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ปลอดภัย ยังมั่นใจได้เลยว่า จะซื้อเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ราคาถูกที่สุดกับเรา

ขอให้สนุกกับท่องเที่ยวและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่…Have a safe trip ค่ะ!

อ้างอิง:
– เกร็ดน่ารู้ในการขับขี่ปลอดภัยโดยกองบังคับการตำรวจจราจร