รู้จักภาษีรถยนต์ใหม่ เริ่มใช้ปี 2559 ในกลุ่มรถกระบะ

ภาษี

ไม่เพียงกลุ่มรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์เท่านั้น รถกระบะก็จะมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่เช่นกัน โดยโครงสร้างภาษีใหม่นี้จะคิดตามอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แทนการคิดตามความจุของกระบอกสูบแบบเดิมสำหรับอัตราภาษีใหม่ในกลุ่มรถกระบะจะเป็นไปตามนี้

1. รถกระบะ (ตอนเดียว) ที่ใช้เครื่องยนต์ไม่เกิน 3,250 ซีซี

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 3% : ภาษีใหม่ 3%

– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 3% : ภาษีใหม่ 5%

2. รถกระบะ (แค็บ) ที่ใช้เครื่องยนต์ไม่เกิน 3,250 ซีซี

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 3% : ภาษีใหม่ 5%

– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 3% : ภาษีใหม่ 7%

3. รถกระบะ (4 ประตู) ที่ใช้เครื่องยนต์ไม่เกิน 3,250 ซีซี

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 12% : ภาษีใหม่ 12%

– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 12% : ภาษีใหม่ 15%

4. รถกระบะดัดแปลง (PPV) ที่ใช้เครื่องยนต์ไม่เกิน 3,250 ซีซี

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 20% : ภาษีใหม่ 25%

– ปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัม/กิโลเมตร : ภาษีเดิม 20% : ภาษีใหม่ 30%

การคิดภาษีใหม่จะกำหนดช่วงอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ 4 ระดับคือ ต่ำกว่า 100 กรัม/กิโลเมตร, 100-150 กรัม/กิโลเมตร, 150-200 กรัม/กิโลเมตร และเกินกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร

ในส่วนของรถ Eco เฟส 2 ส่วนใหญ่จะมีระดับการปล่อยก๊าซที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว จึงมีอัตราภาษีที่ถูกลง ในขณะที่รุ่นอื่นๆ ต้องพิจารณาเป็นรุ่นๆ ไป ถ้าเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาระบบการทำงานที่ดีขึ้น พร้อมทั้งรองรับเชื้อเพลิง E20 และ E85 ด้วย ก็จะช่วยลดภาระเรื่องภาษีลงได้บ้าง แต่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่คงต้องยอมจำนนกับภาษีที่ปรับขึ้น คิดเสียว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อมก็แล้วกัน