รู้จัก GPS Tracker อุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง ช่วยติดตามรถหาย [2]


ย้อนกลับไปอ่านตอนแรกเกี่ยวกับ ‘GPS Tracker มีกี่ประเภท’ และ ‘การติดตั้ง GPS Tracker ในรถยนต์’ ก่อน จะช่วยให้รู้จักและเข้าใจ GPS Tracker มากขึ้น

การต่อ GPS Tracker กับแบตเตอรี่ของรถยนต์โดยตรง กับการใช้แบตเตอรี่ในตัวมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป GPS Tracker ที่ต่อกับแบตเตอรี่ของรถยนต์โดยตรง เราไม่ต้องกลัวว่าแบตจะหมด แต่กรณีที่รถหายหากคนร้ายมีการทำอะไรกับรถจนทำให้ GPS Tracker ไม่สามารถทำงานได้ ก็หมดโอกาสที่จะติดตาม

ส่วน GPS Tracker ที่ใช้แบตเตอรี่ในตัวข้อเสียคือ ต้องคอยนำออกมาชาร์จเป็นประจำ อาจจะทุกๆ 2 วัน และหากคุณภาพไม่ดีแบตเตอรี่หมดเร็วอาจจะต้องชาร์จทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก และกรณีที่รถหาย จะทำให้มีเวลาติดตามได้ไม่นานนัก แต่ก็มีข้อดีคือ สามารถเคลื่อนย้ายได้ สามารถนำไปติดตั้งหรือซ่อนตามจุดต่างๆ ของรถได้สะดวกกว่า

วิธีใช้และการทำงานของ GPS Tracker

สำหรับการทำงานของ GPS Tracker จะใช้วิธีตรวจสอบตำแหน่งจากสัญญาณโทรศัพท์ หากเลือกใช้แบบที่แสดงตำแหน่งแบบเรียลไทม์ เราสามารถตรวจสอบตำแหน่งของรถได้ตลอดเวลาผ่าน Google Maps บนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน ในการใช้งาน GPS Tracker ประเภทนี้ นอกจากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนของ SIM Card โทรศัพท์แล้ว จะต้องเสียรายเดือนให้กับผู้ให้บริการเซิฟเวอร์ด้วย

หากเป็นประเภทที่ไม่แสดงตำแหน่งแบบเรียลไทม์ คุณจะต้องส่ง SMS จากโทรศัพท์ของเรา โดยพิมพ์เป็นโค้ดคำสั่งส่งไปถึงเบอร์ของ SIM Card ที่ใส่อยู่ในตัว GPS Tracker (GPS Tracker แต่ละรุ่นจะมีโค้ดคำสั่งแตกต่างกันไป และสามารถสั่งการทำงานได้หลายอย่าง) จากนั้นไม่นานนัก GPS Tracker ก็จะส่ง SMS แจ้งตำแหน่งกลับมาเป็นตัวเลขพิกัด ซึ่งเราต้องนำค่าพิกัดนั้นไปพิมพ์ใน Google Maps หรือแอปพลิเคชันแผนที่อื่นๆ จึงจะทราบตำแหน่ง

เลือกใช้ GPS Tracker แบบไหนดี

แต่ละประเภทต่างก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป ถ้าพูดถึงระบบและความสะดวก การใช้ GPS Tracker ประเภทที่สามารถสามารถตรวจสอบตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์น่าจะดีและสะดวกกว่า แต่หากจะเลือกใช้ GPS Tracker ประเภทนี้ก็ต้องเลือกซื้อและใช้บริการกับผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ เพราะอุปกรณ์จะมีราคาที่ค่อนข้างสูง และมีค่าใช้จ่ายรายเดือนในส่วนของการรายงานตำแหน่งด้วย ดังนั้นหากผู้ให้บริการไม่ดีหรือว่ามีปัญหาระหว่างการใช้งาน อาจจะไม่คุ้มกับเงินที่ต้องเสียไป หรือหากมีระบบที่ไม่ดี การติดตามตำแหน่งอาจไม่มีประสิทธิภาพ

ตัว GPS Tracker ประเภทที่ตรวจสอบตำแหน่งแบบเรียลไทม์ได้จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 20,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายรายเดือนอยู่ที่ประมาณ 300 บาท

ส่วนประเภทที่ไม่สามารถตรวจสอบตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์นั้นมีราคาที่ถูกกว่ากันพอสมควร มีราคาตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลายพัน การเลือกซื้อ GPS Tracker ประเภทนี้สิ่งที่ควรตรวจสอบให้ดีคือ เรื่องของคุณภาพ โดยเฉพาะเรื่องของแบตเตอรี่ ราคาถูกจริง แต่แบตเตอรี่อยู่ได้ไม่ทันข้ามวัน แบบนี้ก็คงไม่ได้ช่วยให้คุณติดตามรถได้สักเท่าไร เผลอๆ พอรู้ตัวว่ารถหาย กำลังจะติดตามตำแหน่ง ปรากฏว่าแบตเตอรี่ของ GPS Tracker หมดเสียนี่ จะกลายเป็นว่าได้ไม่คุ้มเสีย ของถูกจะดีกว่าของที่มีราสูงกว่าคงเป็นไปได้ยาก

ถ้าคิดว่าอยากจะใช้ GPS Tracker ด้วยเห็นคุณสมบัติและประโยชน์ที่จะได้รับ ก็เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพหน่อย ยอมจ่ายในราคาที่สูงสักหน่อยเพื่อแลกกับประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี แต่ถ้าเป็นประกันภัยรถยนต์ ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงกว่า ก็สามารถที่จะรับความคุ้มครองเมื่อรถยนต์สูญหาย ถูกขโมย หรือโจรกรรมได้ ด้วย ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1, 2, และ 2+ ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่ดีได้จาก DirectAsia.com ประเทศไทย หรือโทร 0-2627-7777.