ขับรถหน้าฝน ขับอย่างไรให้ปลอดภัย

ath-2013101811060888be

การขับรถหน้าฝนถือว่าอันตรายพอสมควร เพราะมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดเกิดอุบัติเหตุได้หลายอย่าง เช่น ผิวถนนลื่นกว่าปกติ ทัศนวิสัยไม่ดี ไหนยังจะมีเส้นทางที่น้ำท่วมขังอีก

เมื่อไม่นานมานี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมต้องขับผ่านแอ่งซึ่งมีน้ำท่วมขัง ด้วยสภาพการจราจรที่ติดขัดและเร่งรีบ ทำให้ไม่ทันไตร่ตรองและประเมินสภาพของแอ่งน้ำนั้นให้ดีว่าภายใต้น้ำขุ่นๆ นั้นมีสภาพเป็นอย่างไร แอ่งลึกขนาดไหน มีลักษณะอย่างไร อีกทั้งประเมินการขับผ่านของรถคันหน้าผิดพลาดไปหน่อย เห็นว่ารถเก๋งคันข้างหน้าขับผ่านไปได้ เราก็น่าจะไปได้ แต่ปรากฏว่ามีการครูดบริเวณกันชนเกิดขึ้น ลืมคิดไปว่ารถรุ่นผมนั้นเตี้ยกว่ารถเก๋งคันข้างหน้าที่ขับผ่านไป และขณะที่กำลังขับผ่านหลุมทำให้รู้ได้ว่า นี่มันแอ่งอุกาบาตชัดๆ

หลังจากขับผ่านแอ่งน้ำนั้นมาได้ก็ลงไปตรวจสภาพความเสียหาย ผลปรากฏว่าโชคดีที่ไม่มีร่องรอยความเสียหายใดๆ ถือว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปหน่อย หากคุณเจอแอ่งที่มีน้ำท่วมขังแบบผมล่ะก็ ควรพิจารณาให้ดีว่าจะขับผ่านไปดีหรือไม่ วิธีสังเกตุง่ายๆ คือ ดูจากรถคันหน้าว่ามีอาการอย่างไร จมลงไปในแอ่งลึกไหม ผ่านไปได้ง่ายๆ หรือไม่ ถ้าดูแล้วมีโอกาสเสี่ยงที่รถจะเกิดความเสียหายก็ควรเลี่ยงดีกว่า หากเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วไมคุ้มกันแน่นอน

นอกจากแอ่งที่มีน้ำท่วมขังแล้ว บนพื้นผิวถนนปกติก็ควรต้องระมัดระวังเช่นกัน หากเป็นช่วงต้นฝน สภาพถนนในช่วงที่โดนน้ำฝนใหม่ๆ จะค่อนข้างลื่น เพราะสะสมฝุ่นผงและคราบสกปรกเอาไว้ตลอดทั้งปี ถ้าใช้ความเร็วสูงอาจจะเบรกไม่อยู่หรือเสียการทรงตัวได้ง่าย หรือการขับผ่านถนนที่น้ำท่วมผิวถนนก็ไม่ควรลดความเร็วลงเช่นกัน แม้ว่าน้ำที่ท่วมผิวถนนจะเพียงเล็กน้อยระดับไม่กี่เซนติเมตรก็ตาม ถ้าขับด้วยความเร็วรถจะเกิดอาการเหิรน้ำและทำให้เสียการควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุให้น้อยที่สุดเวลาที่ฝนตกควรจะขับรถให้ช้าลงสักหน่อย แต่ถ้าเกิดฝนตกหนักมากจนแทบจะมองไม่เห็นถนนหรือรถคันข้างหน้า เรียกว่าทัศนวิสัยไม่สู้ดีเอาเสียเลย ควรหาจุดจอดรถที่ปลอดภัยข้างทางแล้วเปิดไฟฉุกเฉินจะเป็นการดีที่สุด

สำหรับการใช้งานในเมือง ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าน้ำท่วมขังได้ง่ายๆ และท่วมอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำให้จอดรถไว้ที่บ้านแล้วนั่งแท็กซี่ รถไฟฟ้าดีกว่า หลายคนอาจจะบอกว่าฝนตกก็ลำบากอยู่แล้ว แล้วจะให้นั่งรถสาธารณะก็ยิ่งลำบากไปใหญ่ ก็ลองคิดดูว่า แล้วถ้าคุณต้องขับรถผ่านถนนที่น้ำท่วมขังแถมรถติดอีกต่างหากจะแย่กว่าไหม แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้รถจริงๆ ก็ควรสังเกตุป้ายเตือนสักหน่อยว่าทางข้างหน้ามีน้ำท่วมขังหรือไม่ เช่น ที่กลับรถใต้สะพานมักจะมีป้ายเตือนตั้งไว้เมื่อมีนำ้ท่วมก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะขับเข้าไป ยอมเสียเวลาสักนิดไปกลับรถข้างหน้าดีกว่า

นอกจากวิธีการขับหรือประเมินสถานการณ์ตามที่บอกไปแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อย่าลืมตรวจสอบอุปกรณ์เหล่านี้ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานด้วยนะครับคือ ยางรถยนต์ ระบบเบรก และยางใบปัดน้ำฝน แล้วอย่าลืมดูกรมธรรม์ประกันภัยของรถด้วยนะครับว่าหมดหรือยัง