นำรถไปใช้ใกล้ทะเล จะดูแลอย่างไรไม่ให้ผุพัง


จากที่เขียนบทความชวนคุยเรื่องไปเที่ยวทะเลหน้าร้อนไปก่อนหน้านี้ มีคำร้องขอส่งมาว่าช่วยแนะนำหน่อยว่าจะดูแลรถอย่างไรเมื่อขับรถไปเที่ยวทะเล

พอนึกถึงความเค็มไม่ว่าจะเป็นอากาศหรือน้ำเค็มกับโลหะขึ้นมาใครก็ต้องถึงปฏิกิริยาการเกิดสนิมและการผุกร่อน ทำให้ในการใช้รถเมื่อต้องมีการไปเกี่ยวข้องหรือสัมผัสกับสภาพบรรยากาศความเค็มในพื้นที่ใกล้ทะเล เป็นธรรมดาที่จะทำให้เกิดความกังวลเรื่องของความเค็มขึ้นมาได้

หากผู้ใช้รถท่านใดที่เป็นกังวลในเรื่องนี้เมื่อต้องขับรถไปเที่ยวไปอยู่ในพื้นที่น้ำเค็ม ถ้าให้ผมแนะนำซึ่งขอเป็นการแสดงความเห็นแล้วกัน ส่วนตัวผมเห็นว่าถ้าเป็นการไปเที่ยวชั่วคราวแค่ 2-3 วัน เช่นอยู่กรุงเทพฯ ใช้รถอยู่ในกรุงเทพฯหรือภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ นานๆ จะไปเที่ยวทะเลสักที คงไม่ต้องกังวลอะไรมาก

โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาการผลิตในส่วนของตัวถังไปค่อนข้าง มีระบบการเคลือบเหล็กและตัวถังที่ดีมากขึ้น เพียงแค่ขับไปสัมผัสลมทะเลเพียงแค่นั้นคงไม่มีผลอะไรอย่างมีนัยยะสำคัญกับรถยนต์ได้ แต่ถ้าคุณกังวล เมื่อขับรถกลับมาจากการไปเที่ยวแล้ว ก็ล้างอัดฉีดรถสักหน่อยก็น่าจะเพียงพอต่อการดูแลและป้องกันปัญหาที่กลัวได้แล้ว

แต่ถ้าเป็นการใช้รถอยู่ในพื้นที่น้ำเค็มเลย อย่างนั้นก็น่ากังวล และมีผลเสียต่อสีและตัวถังรถอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ผมเองก็คิดไม่ถึงว่าลมทะเลจะส่งผลเสียต่อรถได้มากขนาดไหน แต่มีเพื่อนที่อยู่ระนองเล่าให้ฟังว่า ลมทะเลมีผลกับรถจริงๆ พร้อมกับเล่ากรณีตัวอย่างว่า เคยเจอรถที่ใช้งานในพื้นที่ทุกวัน ด้านข้างของรถที่จอดรับกับลมทะเลสีของรถและตัวถังด้านนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความมันเงาของตัวถังและสีเริ่มเสื่อมสภาพ ส่วนที่เป็นเหล็กเริ่มมีสนิมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับรถรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว แตกต่างกันอย่างมาก มีการเสื่อมสภาพจากผลของการรับลมทะเลให้เห็นเลย

การที่ต้องใช้รถอยู่ในพื้นที่สภาพแวดล้อมแบบนั้นการที่จะหลีกเลี่ยงคงเป็นไปได้ยาก วิธีที่ดีที่สุดคงเป็นการป้องกันในเบื้องต้นถ้าเป็นคือ การพ่นกันสนิม ขัดเคลือบสีเพื่อให้เป็นฟิล์มป้องกันอีกชั้นหนึ่ง และตลอดการใช้งานควรหมั่นล้างทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้คราบความเค็มของอากาศและไอทะเลมาจับและสะสมอยู่ที่รถจนทำปฏิกิริยาและกัดกร่อนตัวถังได้

การล้างทำความสะอาดถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะล้างอัดฉีดเลย เพื่อทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึงทั้งตัวถังภายนอกและใต้ท้องรถด้วย หากได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยก็ช่วยยืดอายุการใช้งานได้ไม่น้อยก็มาก หากปล่อยให้เกิดปฏิกิริยาหรือการกัดกร่อนเกิดขึ้นแล้ว คงเป็นการยากที่จะเยียวยา

ถ้าเป็นการดูแลรถต้องพึ่งช่างและการดูแลของตัวเจ้าของรถเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องการประกันภัยปรึกษาได้ที่ DirectAsia.com ประเทศไทย