เทคนิคการขับรถ 4WD ให้ปลอดภัยในทุกสภาพถนน

4wd car

นอกเหนือจากการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันทั่วไปแล้ว สมาชิก DirectAsia บางท่านที่ชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัยมักจะมีรถ 4WD หรือรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นรถคันที่สอง รถประเภทนี้มีกำลังขับเคลื่อนสูงจึงเหมาะสำหรับการขับขี่บนสภาพถนนที่แตกต่างจากถนนทางเรียบตามปรกติ เช่น หินขรุขระ โคลน น้ำ ทราย ฯลฯ แม้รถ 4WD จะมีสมรรถนะมากกว่ารถยนต์ทั่วไปแต่ผู้ขับขี่ก็ควรศึกษาวิธีการขับให้เหมาะสมกับสภาพถนนเพิ่มเติม เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของรถ ช่วยประหยัดน้ำมัน และลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ด้วย โดยข้อมูลในบทความนี้เป็นการสรุปย่อมาจากหนังสือคู่มือ ออฟโรด เล่ม 2 โดยคุณ พงศ์กฤษณ์ ศกุนตะลักษณ์ ครับ

 

เทคนิคการขับรถ 4WD ในสภาพถนนต่างๆ

เบื้องต้นการขับผ่านสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคต่างๆ  มีวิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ Walking Speed ในตำแหน่งเกียร์ 1ของระบบ4 Low หลังจากนั้นให้เลือกปรับวิธีการไปตามสภาพถนนแบบต่างๆ ที่มักพบบ่อย ดังต่อไปนี้

 

การขับขึ้นและลงทางลาดชัน

  • เริ่มจากต้องปรับเบาะให้ตั้งขึ้นกว่าปกติ เพื่อการมองเห็นทัศนวิสัยให้ดีขึ้น
  • รัดเข็มขัดนิรภัย พร้อมลดกระจกข้างลง
  • ควรใช้ Walking speed ในการขับขึ้นหรือลงทางชันโดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์
  • ถ้าหากทางขึ้นชันมาก จนเกียร์ 1 ไม่สามารถขึ้นได้ ให้เลือกใช้เกียร์ 4L ตำแหน่งเกียร์ 2 เพื่อไม่ให้คลัชสึกหรอเร็วกว่าปรกติ
  • ไม่ควรใช้เกียร์ 3 ในการขึ้นลงเนินเพราะอาจทำให้เครื่องดับกลางเนิน ในกรณีรถดับกลางเนิน ให้ดึงรีบเบรคมือพร้อมกับเหยียบเบรคเพื่อให้รถหยุดอยู่กับที่ เมื่อมั่นใจว่ารถหยุดอยู่กับที่แล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมกับเข้าเกียร์ถอยหลังและปลดเบรคมือ จากนั้นจึงปล่อยให้รถถอยลงด้วยเกียร์ถอยหลังโดยไม่ต้องเหยียบคลัช เบรค หรือคันเร่ง ค่อยๆถอยลงจนสุดเนิน แล้วจึงตั้งหลักใหม่

 

การขับรถพื้นเอียง

  • ผู้ขับจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยและลดกระจกข้างล เพื่อชะโงกมองล้อได้
  • ไม่ยื่นส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายออกนอกรถเพื่อป้องกันอันตรายจากการเอียงหรือคว่ำของรถ
  • หากรถอยู่ในระนาบที่เอียงมาก ให้ใช้ Walking speed โดยรักษารอบเครื่องให้คงที่พร้อมกับควบคุมทิศทางของพวงมาลัย อย่าหักพวงมาลัยไปในทางทิศทางขึ้นเพราะรถพลิกคว่ำลงได้ ให้ปรับทิศพวงมาลัยไปในทิศทางลงเพื่อให้ล้อหน้ายันเอาไว้ป้องกันรถพลิกคว่ำ

 

การขับรถข้ามน้ำ

  • ห้ามคาดเข็มขัดนิรภัย ปิดเครื่องปรับอากาศ ลดกระจกข้างลงให้สุด เพื่อที่จะสามารถมุดออกทางหน้าต่างรถได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • ปลดล็อกประตูและปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อป้องกันการลัดวงจรไฟฟ้าในกรณีที่เป็นรถที่มีระบบล็อกไฟฟ้า
  • ประเมินสถานการณ์ว่ารถสามารถข้ามได้หรือไม่ โดยเดินสำรวจร่องน้ำเพื่อหาเส้นทางที่ง่ายที่สุดในขณะข้ามน้ำ ระดับน้ำที่ลึกที่สุดที่รถสามารถลุยผ่านได้ คือ ระดับมิดยางพอดี เนื่องจากไส้กรองอากาศโดยทั่วไปจะอยู่ระดับเดียวกับไฟหน้า ควรเผื่อความลึกด้วยเพราะเมื่อรถลงน้ำจะมีน้ำหนักรถกดลงไปส่วนหนึ่ง นอกจากนี้สภาพพื้นผิวใต้ ท้องน้ำ ที่แตกต่างกันก็มีผลกับความลึกจริงที่รถข้ามผ่านไปและควรหลีกเลี่ยงระดับน้ำที่ลึกกว่านี้
  • หากน้ำมีกระแสแรงต้องแน่ใจว่าระดับน้ำไม่สูงกว่าขอบยาง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุเพราะรถจะลอยทำให้ล้อไม่ติดพื้น จากนั้นให้สังเกตทิศทางและความแรงของกระแสน้ำ หากพบว่าจุดที่จะข้ามมีกระแสน้ำแรงมากก็ควรหลีกเลี่ยง
  • ขณะขับรถข้ามน้ำให้ใช้ ระบบ 4L ที่ตำแหน่งเกียร์ 1 เนื่องจากเกียร์ 1 เป็นเกียร์ที่รถจะดับยากที่สุด และรถจะมีความเร็วต่ำ ซึ่งจะทำให้ช่วงล่างปลอดภัย
  • กรณีที่รถดับในน้ำ ห้ามสตาร์ทรถซ้ำเด็ดขาด เพราะน้ำจะเข้าไปในเครื่องยนต์ ให้รีบดึงรถขึ้นมาบนฝั่งเพื่อไล่น้ำออกจากระบบน้ำมันให้หมด แล้วจึงตรวจสอบระบบไฟฟ้า จนมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยจึงสตาร์ท

 

การขับรถบนทราย

  • ใช้ Walking Speed และรถแรงดันลมในยางให้เหลือ 15-18 ปอนด์/ตร.นิ้ว หากมี Tire lock ก็สามารถลดแรงดันลมยางลงได้ที่ 8 ปอนด์/ตร.นิ้ว โดยที่ยางไม่หลุดขอบ เหตุผลในการลดแรงดันลมยางก็เพื่อที่จะให้พื้นที่สัมผัสของหน้ายางมากขึ้น
  • รักษารอบเครื่องให้คงที่มากที่สุด ถ้ากดคันเร่งมากเกินไป ล้อจะขุดทรายและฝังตัวเอง ซึ่งดอกยางประเภท Mud terrain จะขุดทรายและทำให้รถจมได้ง่ายกว่าดอกยางแบบ All terrain
  • หากเป็นทรายชายทะเลซึ่งร่วนซุยมาก เมื่อตั้งหลักได้ให้ไส่เกียร์ตามปกติ หลีกเลี่ยงการเลี้ยวด้วยวงเลี้ยวแคบๆ เพราะแก้มยางหน้าจะต้านทราย ทำให้จังหวะของรถเสีย
  • หากรถจมทรายละเอียด ควรใช้รอกไฟฟ้า(วินส์) ดึงรถขึ้น โดยไม่เร่งเครื่องยนต์ ห้ามเร่งสู้ เพราะนอกจากรถจะไม่ขึ้นแล้วยังทำให้ทรายละเอียด เข้าไปทำความเสียหายให้กับซีลส่วนต่างๆ

 

การขับรถในเส้นทางที่เป็นหิน

  • ถ้าเป็นหินกรวดที่มีผิวเรียบ ทรงกลม หินประเภทนี้หากอยู่ในน้ำ หรืออยู่บนเขาที่มีความชื้นมากขึ้น หรือมีน้ำไหลผ่าน จะมีตะไคร่จับตามพื้นผิวหินทำให้ลื่นมาก ขณะขับผ่าน ล้อจะมีแรงเสียดทานกับหินน้อย การขับปีนจะทำได้ยาก และยิ่งเป็นก้อนใหญ่มากๆการจะขับขึ้นลงทำได้ยาก ต้องใช้วินส์อย่างเดียว
  • ถ้าหินมีขนาดเล็กพอจะขับคร่อมไปได้แต่ควรระวังเพลาหน้าและเพลาหลัง ต้องแน่ใจว่าหินจะไม่ชนตำแหน่งที่สูงที่สุดของเพลา ถ้าเป็นหินขนาดกลางไม่สามารถขับรถคร่อมได้ ให้ขับข้ามโดยพิจารณาไลน์ ที่ดีที่สุด และใช้ 4L -1 หรือ 2 ให้ล้อปีนหินขึ้นไป เมื่อถึงจุดสูงสุดของหินแล้ว ให้ใช้เบรคช่วยให้รถค่อยๆลงมา เพื่อไม่าให้ช่วงล่างของรถกระแทกกับหิน
  • ถ้าหินก้อนใหญ่และชัน ให้ใช้ 4L-1 หรือ 2 โดยให้ล้อหน้ารถขึ้นไปเกยเอาไว้ก่อน แล้วเลี้ยงรอบเครื่องพอประมาณ และขับเร่งส่งไป แต่ต้องระวัง เพราะเวลารถตกลงพื้น เพลากลางจะไปกระแทกหิน
  • ควรให้ยางสัมผัสหินเต็มหน้ายาง อย่าให้แก้มยางเบียดหิน แล้วปรับโช้คอัพให้อ่อน กรณีที่ใช้โช้คที่ปรับได้ เช่น Rencho 9000 ถอดเหล็กกันโคลงหน้าและกันโคลงหลัง ออก รถจะไต่หินได้ดี เพราะล้อจะตกถึงพื้นได้เร็ว
  • การขับรถขึ้นเนินที่มีหินฝังตัวอยู่ในดินหรือทราย และเป็นหินแหลมคม จะต้องใช้วินส์ช่วยดึงขึ้นไป ใช้รอกทดช่วยทดแรง และเกียร์ 4L-1 ช่วย อย่าเร่งเครื่องมาก ล้อจะตะกุยหิน และหินบาดอาจทำให้ยางฉีกขาดเสียหาย ยางรั่วซึม ในบางจังหวะที่เร่งเครื่องช่วย รถจะขึ้นได้บ้าง ให้ระวังสลิงจะหย่อนและพันกันไม่เรียบร้อย หรือสลิงอาจสีกันจนขาดได้

 

นอกเหนือการศึกษาสภาพถนนล่วงหน้า การเตรียมอุปกรณ์รวมถึงตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ให้พร้อม ปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้น ในการเดินทางที่ค่อนข้างสมบุกสมบันซึ่งต้องใช้รถ 4WD นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ควรเตรียมใจเพื่อรับมือปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นได้ ก่อนออกเดินทางลองตั้งต้นด้วยความคิดในแง่บวกว่า ในทุกๆ การเดินทางย่อมมีสิ่งใหม่ๆ ให้ผู้รักการผจญภัยได้เรียนรู้ เมื่อพร้อมทั้งกาย ใจ รถยนต์ และอุปกรณ์ที่จำเป็น คราวนี้จะไปออกทริปที่ไหนๆ สมาชิก DirectAsia ก็พร้อมเสมอ!